**ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่เคยผ่านมาของเราคนเดียวเท่านั้นนะคะ*
ขั้นตอนการเตรียมสอบตอนช่วงม.ปลายของเรา จะแบ่งได้ประมาณ 6 ระยะ
1. ถามตัวเองว่าอยากเรียนอะไร
2. คณะที่สนใจจะต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง
3. ตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวสอบยังไง
4. ในช่วงวันสอบทำอะไรบ้าง
5. มีคะแนนแล้ว จะจัดอันดับยังไง
6. ติดคณะนั้นแล้วยังไงต่อ
2. คณะที่สนใจจะต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง
3. ตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวสอบยังไง
4. ในช่วงวันสอบทำอะไรบ้าง
5. มีคะแนนแล้ว จะจัดอันดับยังไง
6. ติดคณะนั้นแล้วยังไงต่อ
ทั้ง 6 ระยะนี้ เราจะเล่าถึงมุมมองที่เราคิดในตอนนั้น รวมถึงสิ่งที่เราทำลงไปจริง ๆ เผื่อทุกคนจะนำไปเป็นแนวทางหรือนำไปปรับใช้ให้เข้ากับการเตรียมตัวสอบของตัวเองนะคะ 💗
1. ถามตัวเองว่าอยากเรียนอะไร
เราไม่เคยคิดเลยว่าอนาคตจะทำอะไรดี (จนตอนนี้ก็ยังไม่วางเป้าหมายที่ชัดเจนขนาดนั้น) แต่เราพอจะรู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบทำตามใจอยาก วันไหนคิดจะลองทำขนม ทำหนังสือ ทำเพลง ทำคลิป วาดรูป แต่งหน้า เรียนภาษา คือเราก็จะทำทันทีตามใจสั่งมา 5555 เราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างดูเยอะมากในช่วงม.4 - ม.5 จนถึงช่วงขึ้นม.6 รู้สึกว่าเราต้องร่างอนาคตให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นกว่าเดิมได้แล้ว จะได้เลือกคณะและสาขาที่จะเรียนซะที
เราเรียนสายวิทย์-คณิตตอนม.ปลายมา มันทำให้เรารู้ว่าเราชอบวิทยาศาสตร์แค่เพราะมันเป็นเหตุเป็นผลกัน มันเข้าใจง่ายดี แต่เราไม่ได้อินกับพวกเคมีหรือฟิสิกส์ที่ลึก ๆ ขนาดนั้น เรารับรู้เกี่ยวกับมันเยอะเกินไปแล้ว ชั้นไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้นซะหน่อย บวกกับเรามีเรื่องที่กดดันตัวเองงมาอยู่เสมอคือวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อนในชั้นเรียนเขาเก่งกันมาก ๆ และยิ่งเรียน ยิ่งรู้สึกถูกกดดันโดยคุณครู เขาชอบหงุดหงิดที่เราทำคณิตศาสตร์ไม่ได้สักที T-T ใจมันเลยไม่อยากเรียนอีกแล้วอ่ะ ถึงแม้ว่าตัวเองก็ถือว่าทำได้อยู่ก็ตาม ตอนนี้เลยมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งแล้วว่า จะไม่เรียนอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสายวิทย์-คณิต คณะแพทย์เอย คณะวิศวกรรมเอย คณะวิทย์เอย หรือแม้แต่คณะบัญชีที่มีแค่ตัวเลข ชั้นก็จะไม่ไป !!!
ทีนี้เราเลยลองมานั่งลิสว่าเราชอบทำอะไร ไม่ชอบทำอะไร ก็ได้ผลออกมาประมาณนี้
จะเห็นได้ค่อนข้างชัดว่า ที่แน่ ๆ เราไม่เรียนสายวิทย์-คณิตต่อแน่ ๆ 555555 สิ่งที่ไม่ชอบอื่น ๆ ก็ไม่มีแล้ว พอให้เขียนสิ่งที่ชอบคือเขียนง่ายมาก 5555 เราแค่เขียนลงไปว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมานี้เราชอบทำอะไรเท่านั้นเอง ทำให้ผลสรุปจากลิสรายการสิ่งที่ชอบนั้น สามารถแบ่งออกมาได้ 3 สายวิชาที่เราอยากเรียนคือ ภาษา / สื่อ / ดนตรี และเราเลือกที่จะเรียนต่อในประเทศก่อนเพราะอยากชินกับระบบมหาวิทยาลัยในไทยก่อน แล้วก็มีแพลนจะต่อป.โทที่ต่างประเทศเช่นกัน
ในส่วนของคณะสายภาษา เราไปถามรุ่นพี่ที่เรียนพวกคณะอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์มา เขาบอกว่าหลักสูตรในไทยเขาสอนยืดเยื้อ เช่นสมมติเอกเกาหลีที่เราอยากเรียน เขาบอกว่าถ้าเราเรียนด้วยตัวเองจริง ๆ ก็สามารถสอบ TOPIK II ผ่านเองได้ในระยะเวลา 1-2 ปี ไม่จำเป็นต้องมาเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี ด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยก็มีข้อดี เราจะได้เจอเพื่อนแนว ๆ เดียวกับเรา รวมถึงได้รู้เรื่องอื่น ๆ ที่ไม่สามารถศึกษาหาอ่านเองได้ด้วย แต่พี่เขาก็ยังยืนยันว่ามันค่อนข้างที่จะไม่มีอะไรเป็นพิเศษสำหรับเขาเท่าไหร่ นอกจากนี้เราก็ไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาเพิ่มด้วย
ในส่วนของสายสื่อ เราไม่มีรุ่นพี่ที่เรียนสายนี้มา ก็เลยหาข้อมูลเอาจากอินเทอร์เน็ตล้วน ๆ ซึ่งคณะเกี่ยวกับสื่อที่คุ้นหูก็มีนิเทศ ฬ / วารสาร มธ สองคณะนี้แหละ (มีอีกที่ที่เรารู้จักเป็นพิเศษ คือสาขาภาพยนตร์ของคณะนิเทศศิลป์ลาดกระบังด้วย จะเน้นไปที่สื่ออาร์ตจ๋า ๆ เลย) ในเน็ตเขาก็ว่าสายนี้เรียนสนุก ลุกนั่งสบาย แต่หางานทำยาก คนแย่งงานกันเยอะ
ในส่วนของดนตรี อันนี้เราตัดออกเป็นช้อยส์แรกเลย เพราะค่าเทอมของคณะดนตรีคือแพงมากกกกก 7หมื่น-1แสน ซึ่งเราไม่ได้มีงบขนาดนั้น บวกกับความกดดันภายในชั้นเรียนค่อนข้างสูง มีการจัดแรงค์นักเรียน เด็กเก่งเยอะ ใจต้องรักดนตรีและสู้จริง ๆ (ซึ่งเราแค่เป็นคนชอบเสียงดนตรีเฉย ๆ)
จากทั้งหมดนี้เราเลยเลือกเรียนสายสื่อ เพราะรู้สึกว่าเรื่องภาษาเราเนี่ย เราสามารถเรียนเสริมด้วยตัวเองดีกว่า เผื่ออนาคตอินกับจีน ญี่ปุ่น หรืออเมริกาขึ้นมา ก็จะได้ปรับแพลนเรียนได้ง่าย ๆ บวกกับที่ตัวเองเป็นคนชอบคิด ชอบทำงาน และรู้สึกว่าสมัยนี้สื่อมีอิทธิพลกับมนุษย์เรามาก ๆ ก็เลยสนใจเรื่องกลไกสื่อกับการบริหารงานด้วย จริง ๆ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรารักซะทีเดียว แต่เป็นสิ่งที่เราสนใจต่างหาก และคิดว่ามันคุ้มค่ากับเงินที่จะเสียไปเพื่อแลกความรู้จากอาจารย์เก่ง ๆ ด้วยค่ะ :))))
2. คณะที่สนใจจะต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง
พอตัดสินใจว่าจะเรียนสายสื่อ เราก็ลิสคณะที่เปิดสอนมาทั้งหมด โดยมีคณะที่เราสนใจมาก ๆ คือนิเทศจุฬา วารสารธรรมศาสตร์ นิเทศศิลป์ลาดกระบัง ค่ะ (ส่วนสื่อของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เราไปอ่านหลักสูตรกับรีวิวชีวิตการเรียนมาแล้ว ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ค่ะ ก็เลยไม่ได้ดูเกณฑ์คะแนนไว้) ซึ่งนิเทศ ฬ และวารสาร มธ เข้าร่วมระบบ TCAS ของทปอ. โดยเปิดรอบ 1-2 สำหรับคนที่โปรไฟล์ มีความสามารถ และรอบ 3-4 ที่ใช้เกณฑ์คะแนน GAT PAT ONET และ GPAX ส่วนนิเทศศิลป์ลาดกระบังจะมีการจัดสอบโดยตรงกับคณะเลยค่ะ
เราเลือกที่จะยื่นรอบ 3-4 คณะนิเทศกับวารสาร เพราะว่าเราไม่มีอะไรจะใส่ Portfolio ไปยื่นรอบ 1-2 จริง ๆ ค่ะ 55555 (ไม่มีความสามารถด้านกีฬาหรือโอลิมปิก รวมไปถึงไม่มีอะไรจะใส่ Portfolio ของโครงการต่าง ๆ ด้วย) ก็เลยไปดูสัดส่วนคะแนนรอบ 3-4 มา ทั้งจุฬาและธรรมศาสตร์จะมีเกณฑ์คะแนนสอบเข้าประมาณนี้ค่ะ (เรายื่นปี 62 นะคะ) (คะแนนขั้นต่ำแตกต่างกันไปในแต่ละปีนะคะ)
ยื่นแบบวิทยาศาสตร์ : GAT 30% / PAT1 20% / ONET 30% / GPAX 20%
ยื่นแบบศิลปศาสตร์ 1 : GAT 50% / ONET 30% / GPAX 20 %ยื่นแบบศิลปศาสตร์ 2 : GAT 30% / PAT7 20% / ONET 30% / GPAX 20%
เกณฑ์คะแนนก็จะอะไรประมาณนี้แหละค่ะ ตอนนี้เราอาจจะจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด แต่เกณฑ์คะแนนจะเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี ดังนั้นอย่าลืมอัพเดทเกณฑ์คะแนนบ่อย ๆ ด้วยนะคะ จะได้วางแผนการเตรียมตัวสอบถูก
สรุปว่าเราเลือกที่จะยื่นแบบวิทยาศาสตร์ 1 และแบบศิลปศาสตร์ 1 ดังนั้นเราก็จะรู้แล้วว่า จะต้องอ่าน GAT(แกทเชื่อมโยง+แกทภาษาอังกฤษ) PAT1 (คณิตศาสตร์) ONET (วิทย์+คณิต+ไทย+สังคม+อังกฤษ) และทำ GPAX (เกรด) ม.ปลายให้ดี ๆ
3. ตั้งเป้าหมายและเตรียมตัวสอบยังไง
หลังจากที่เรามีคณะเป้าหมายที่แน่นอนและมีวิชาที่ต้องลุยสอบอย่างชัดเจน ขั้นตอนต่อไปก็คือวางแผนเตรียมตัวสอบ อย่างแรกเลยคือเราไปดูคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด (ของคนที่สอบติด) ย้อนหลังมา 2 ปี เพื่อที่เราจะได้ประเมินและคาดการณ์ได้ถูกว่า เราจะต้องทำคะแนนให้ได้ประมาณเท่าไหร่ขึ้นจะสอบติด และจะได้วางแผนว่าวิชาไหนเราควรทำได้อย่างต่ำกี่ข้อ
ต่อไปคือการประเมินวิชาที่อ่อนและเก่งของตัวเอง จะได้รู้ว่าเราควรใช้เวลาไปกับการติววิชาไหนมากกว่ากัน สำหรับเราก็จะประมาณนี้ค่ะ
ไทย : 💜💜💜
วิทย์ : 💜💜💜
คณิต : 💜
อังกฤษ : 💜💜💜💜
สังคม : 💜💜💜
สังคม : 💜💜💜
เราที่จะยื่นแบบ PAT1 แต่ประเมินคณิตของตัวเองได้แค่แต้มเดียวแบบนี้ คือเราจะต้องฟิตมาก ๆ เพราะข้อสอบ PAT1 คือคณิตที่ยากที่สุดสำหรับเราเลย โดยเรากำหนดเวลาอ่านหนังสือของตัวเองประมาณ 4-5 ชั่วโมง/วัน นี้คือเราให้เวลาไปกับการเตรียมสอบวิชาที่มีคณิตไปถึง 2 ชั่วโมง/วันเลยนะ
สำหรับเทคนิคการเตรียมตัวสอบทั้ง 3 ตัว (GAT PAT1 ONET) เรามีวิธีอ่านประมาณนี้
ตั้งแต่ขึ้นม.6
📌 GAT เชื่อมโยง : เรียนรู้พื้นฐานการทำแกทเชื่อมโยง (สัญลักษณ์ รหัส การฝน) ฝึกอ่าน ฝึกวิเคราะห์ด้วยการทำข้อสอบตัวอย่างไปเรื่อย ๆ 📌 GAT อังกฤษ : ปูพื้นฐานให้แน่น ไล่เก็บเนื้อหาแต่ละหัวข้อพร้อมทำแบบฝึกหัด
📌 PAT1 : เก็บหัวข้อทั้งหมด ไล่จากเข้าใจได้ง่าย->ยาก หรือหัวข้อที่ออกข้อสอบจากมาก-> น้อย ทำแบบฝึกหัดประกอบหัวข้อนั้น ๆ ทุกครั้งก่อนจะเปลี่ยนบทเสมอ
📌 ONET : หาข้อสอบเก่ามาทำเรื่อย ๆ อ่านหนังสือบ้างประปราย เช่นพวกไทย สังคม
ช่วง 2 เดือนก่อนสอบ (ทำทุกวัน !!!)
📌 GAT เชื่อมโยง : ลุยข้อสอบเก่าให้ได้มากที่สุด ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่ผิดเลย ลองทำข้อสอบให้หลากหลายแบบ เพื่อจับผิดจุดที่เขาชอบหลอก 📌 GAT อังกฤษ : ลุยข้อสอบเก่าเรื่อย ๆ ท่องศัพท์ยากและศัพท์ที่เจอบ่อย
📌 PAT1 : ทำข้อสอบเก่าเท่านั้น จับผิดจุดที่เขาที่ชอบเอามาเล่น บริหารเวลาและฝึกการตัดสินใจที่จะข้ามข้อสอบให้ดี (ข้อไหนยากและกลับมาทำไม่ทันแน่ ๆ ให้กาไปเลย)
📌 ONET : ถ้าเก็บตัวเนื้อหาหมดแล้ว ก็ทำข้อสอบเท่าที่ทำได้ (เราจะเน้น GAT PAT เป็นหลักเพราะว่ามันยากกว่ามาก ๆ)
ส่วนใหญ่เราจะเน้นเรียนรู้จากข้อสอบเป็นหลัก เพราะว่าเราจะได้รู้กลเม็ดที่เขาชอบหลอกเรา ยิ่งทำย้อนหลังเยอะเท่าไหร่ เราก็จะแม่นและแก้โจทย์ได้ไวขึ้นไปอีก ในส่วนของการอ่านหนังสือ ตอนนั้นเราไม่ได้จัดตารางอ่านหนังสือเลย เราแค่เซ็ตเวลาว่าเราจะอ่านขั้นต่ำ 4 ชั่วโมง/วัน (แบบมีคุณภาพเท่านั้น ไม่ลุกไปมาบ่อย ๆ) แล้วก็ทำตามลิสที่ตัวเองเขียนไว้ว่าวันนี้ต้องอ่านวิชาหรือหัวข้ออะไรบ้าง ช่วงเวลาพักเบรคสั้น ๆ หรือระหว่างนั่งรถ เราก็จะท่องคำศัพท์หรือไม่ก็นั่งฟัง Podcast ภาษาอังกฤษไปเรื่อย ๆ อีกอย่างที่เราคิดว่าสำคัญเหมือนกัน นั่นก็คือบรรยากาศในการอ่านหนังสือ ตอนม.ปลายเราอยู่ท่ามกลางเพื่อนสายวิทย์-คณิตที่กระหน่ำอ่านหนังสือเพื่อไปเตรียมสอบหมอกัน เขาขยันกว่าเราเยอะมาก ๆ 55555 และด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ พอถึงเวลากลับไปหอพักโรงเรียน เขาก็จะรีบอาบน้ำแล้วมาอ่านหนังสือต่อ เราจะไม่อ่านก็กระไรอยู่ เพราะไม่มีเพื่อนคุยด้วยเลย 55555 ดังนั้นเวลาจะอ่านหนังสือ จัดสภาพแวดล้อมให้สบาย หยิบน้ำหยิบปากกาง่าย ๆ แล้วก็จัดบรรยากาศให้เราสามารถอ่านหนังสือได้ยาว ๆ (บางคนชอบอ่านที่ร้านกาแฟ บางคนชอบอ่านที่ห้องสมุด ความสงบมันมีหลายแบบนะ อย่างเราชอบเสียงหน้ากระดาษ ก็จะเปิดคลิปพวก Study With Meเป็นเพื่อน มันจะทำให้เราอ่านหนังสือได้นานมาก ๆ) อีกอย่างคือถ้าอ่านไปนาน ๆ เข้า ก็อย่าลืมพักยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ กินขนม หรือคุยกับเพื่อนบ้างจะได้ไม่ล้าเนอะ
ทวนอีกครั้งสำหรับการเตรียมสอบในแบบของเรา
- ศีกษาว่าเราต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง
- ลิสรายวิชาและหัวข้อที่ต้องอ่าน
- เก็บพื้นฐานให้แน่น (ใครเริ่มเตรียมตัวสอบช้าหน่อย ให้ไปลุยที่ข้อสอบเก่าเลย)
- ทำข้อสอบเก่า + ทำโจทย์ในหนังสือรวมข้อสอบ + จับเวลาทำข้อสอบด้วย
- ฝึกหัวข้อที่เราอ่อนให้มากเป็นพิเศษ + ต้องแม่นในหัวข้อที่ออกสอบเยอะ
สำหรับช่วงปิดเทอมที่เราอ่านอยู่ที่บ้าน ก็จะสร้างบรรยากาศการเรียนด้วยคลิปแนว Study With Me นั่นแหละ เขาจะมานั่งอ่านหนังสือเป็นชั่วโมง ๆ กับเรา เขาอ่านเราก็อ่าน เขาพักเราก็พัก ไม่เหงาเลย อีกอย่างคืออย่าลืมปิดเสียงมือถือแล้วคว่ำจอไว้ไกล ๆ เราเลยค่ะ จะได้มีสมาธิ เย่
4. ในช่วงวันสอบทำอะไรบ้าง
ในช่วงวันสอบ เราจะอ่านหนังสือน้อยมาก แล้วเน้นที่การทบทวนข้อสอบที่เราเคยทำไปค่ะ เช่นถ้าเราทำ PAT1 ผิดข้อไหน ก็จะเปิดเฉลยและทำความเข้าใจให้เก็ทไปเลย ทวนมันไปให้ครบทุกวิชา นอกเหนือจากนั้นก็คือพักผ่อนอย่างเดียวเลยค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ คือปีเรามันสอบกระหน่ำมาก ๆ เลย สอบติดกัน 3 อาทิตย์ ช่วงนั้นเราปล่อยจิตใจให้ว่างมาก ๆ เพราะไปโถมอ่านอะไรตอนนั้นก็ไม่ทันแล้ว อ่อ แล้วก็มีติวกับเพื่อนด้วยนิดหน่อยค่ะ อีกอย่างคือพวกหนังหรือซีรี่ย์ก็อย่าเพิ่งไปเปิดเรื่องใหม่นะ เอาไว้ดูหลังสอบเถอะค่ะเพราะมันจะว่างม๊ากกกกกกกกกกก
ในวันสอบ เราแทบจะไม่อ่านอะไรเลยค่ะ เพราะมันจะลนแล้วก็จะไปตีกับสิ่งที่เราเคยอ่านมาด้วย ในวันสอบก็ขอแค่ได้พักผ่อนมาเพียงพอ กินให้อิ่ม เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย มีสติอยู่กับสิ่งที่เราต้องทำฮะ อย่าไปเครียดว่าเราต้องแข่งกับใคร เราแข่งกับความขี้เกียจของตัวเองก็พอ อย่าไปทำชุ่ย ๆ ในห้องสอบ เราอุสาอ่านหนังสือมากันตั้งนาน วันสอบคือวันที่สำคัญที่สุดค่ะ ทำให้ดีที่สุดก็พอ ผลออกมาเป็นยังไงก็คือดีที่สุด ณ ตอนนั้นแล้วค่ะ
5. มีคะแนนแล้ว จะจัดอันดับยังไง
หลังจากสอบเสร็จก็คือว่างมากกก กว่าคะแนนสอบจะออกมา ระหว่างนั้นเราก็หาข้อมูลเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ทั้งคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด ดูสถิติคะแนนสอบว่าปีนี้คะแนนเฟ้อไหม หรือทริคการจัดอันดับต่าง ๆ ที่เขาบอกกันค่ะ ส่วนตัวของเราคือมีคณะในใจอยู่แล้ว เหลือแค่วิเคราะห์ว่าเราจะจัดมหาวิทยาลัยไหนหรือการยื่นรูปแบบไหนไว้อันดับ 1 2 3 4 ดีเท่านั้นเอง คะแนนเราประมาณนี้ค่ะ
- GAT เชื่อมโยง : 131.71/150
- GAT อังกฤษ : 125/150
- PAT1 : 82/150
- ONET ไทย : 74/100
- ONET คณิต : 82.5/100
- ONET วิทย์ : 65.42/100
- ONET สังคม : 69.92/100
- ONET อังกฤษ : 72.77/100
- GPAX : 3.6/4.0
รอบ 3 (ไม่ติด) เราเลือกตามใจไปหน่อย + รอบ 3 ไม่มีคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดประกาศย้อนหลังเลยสักปี + เราไม่ค่อยมั่นใจคะแนน PAT1 ของเราด้วย ก็เลยยื่นด้วยคะแนน GAT เป็นหลัก (แต่คะแนนเราก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น) เราเลือกที่จะยื่นไปประมาณนี้ฮะ
1.นิเทศ ฬ แบบศิลป์1
2.วารสาร มธ แบบศิลป์1
3.นิเทศ ฬ แบบวิทย์
4.วารสาร มธ แบบวิทย์
รอบ4 (ติด) เราวิเคราะห์มากขึ้น ดูคะแนนสูงสุด-ต่ำสุด + ค่า Min / Mean / Max ของข้อสอบ GAT PAT ปีนั้นมา ทำให้เรามั่นใจในคะแนน PAT1 เยอะมากขึ้นว่ามันคงไม่ได้แย่ขนาดนั้น เราเลยเลือกที่จะยื่นไปประมาณนี้ฮะ
1.วารสาร มธ แบบวิทย์
2.นิเทศ ฬ แบบศิลป์1
3.นิเทศ ฬ แบบวิทย์
4. วาสาร มธ แบบศิลป์1
ตอนติดนี่ดีใจมาก ยอมรับว่าเสียดายที่เอานิเทศ ฬ ไว้อันดับสอง เพราะถ้าเราไว้อันดับแรกก็จะติดนิเทศ ฬ เหมือนกัน แต่พอได้เข้ามาเรียนที่ธรรมศาสตร์ + เจอบรรยากาศของมอเข้าไป เราก็โอเคกับที่ธรรมศาสตร์มาก ๆ แล้วฮะ ที่นี่ธรรมชาติดี ไม่ค่อยวุ่นวาย แล้วพี่ ๆ ก็น่ารักกันด้วย
6. ติดคณะนั้นแล้วยังไงต่อ
สำหรับคนที่พร้อมเข้าไปเป็นนักศึกษา คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์แล้ว สิ่งที่ปี 1 จะเจอก็มีไทม์ไลน์ประมาณนี้ค่ะ
รุ่นพี่ดึงเข้ากลุ่มไลน์รุ่น > ลงทะเบียนนักศึกษา > ปฐมนิเทศ > ลงทะเบียนเรียน > ร่วมกิจกรรมกับรุ่นพี่ + เรียนตามปกติค่ะ


0 ความคิดเห็น